เทศน์เช้า วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๙
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นสัจธรรมที่ประจำหัวใจของสัตว์โลก ถ้าสัตว์โลกมีคุณธรรมในหัวใจของตนจะมีความสุขมาก
เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาสอน ทาน ศีล ภาวนา เริ่มต้นให้เรารู้จักเสียสละ คำว่า “เสียสละ” คือมันไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ตัว คนอื่น เราก็มีเมตตาธรรมต่อเขา แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริงของเรา เห็นไหม พิจารณาอสุภะๆ
อสุภะๆ เวลาตั้งแต่โบราณกาลมา ถ้าใครพิจารณาอสุภะขึ้นมาในหัวใจของตน จะมีคุณธรรมในหัวใจของตน แต่ถ้ามันเป็นโลกๆ เป็นโลกๆ ทางการแพทย์ เรื่องทางวิชาการ ทางเรื่องของการรักษากายกับใจๆ เป็นเงินเป็นทองทั้งนั้นน่ะ มันเป็นผลประโยชน์ ผลประโยชน์นะ แต่ถ้ามันเป็นธรรมๆ ช่วยให้เขาหายจากโรคภัยไข้เจ็บ ช่วยให้ชีวิตของเขาสะดวกสบายขึ้น การดำรงชีวิตดีขึ้น
แล้วถ้าเรามีอำนาจวาสนาของตน ถ้าเราศึกษาพระพุทธศาสนาไง เวลาจิตใจมันเหิมมันเกริมขึ้นมา มันอยากจะเสพกาม สิ่งที่เราพิจารณา มันพิจารณาด้วยสามัญสำนึกของบุคคลเท่านั้น ถ้ามันจะเป็นอสุภะๆ ได้ ทาน ศีล ภาวนา
ครูบาอาจารย์ของเรานะ ทำความสงบของใจเข้ามา แล้วถ้ามันเห็นกาย เห็นกาย กายนอก กายใน กายในกายถึงจะเป็นอสุภะ ถ้ากาย ดูสิ เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านสอน พิจารณากายจนมันคลายออกหมด น้ำกลายเป็นน้ำไป ดินกลายเป็นดินไป ลมกลายเป็นลมไป ธาตุไฟๆ ธาตุ ๔ เวลามันแยกออกหมด มันมีความสงบสุขในหัวใจของตน มันมหัศจรรย์ ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ เพราะอะไร เพราะมันไม่ตอบโจทย์ไง
เวลามันตอบโจทย์ขึ้นมา มันตอบใคร
มันตอบหัวใจของตัวเองไง ถ้ามันตอบหัวใจของตัวเองขึ้นมา ถ้ามันเห็นเป็นอสุภะ
เห็นอสุภะจากใคร
จากจิตที่เห็นร่างกายของตัว ถ้าร่างกายของตัวที่เราขัดสีฉวีวรรณอยู่ทุกวันนี้ ทะนุถนอมมันอยู่นี่ ถ้าทะนุถนอมมันด้วยสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์ไง ก็มนุษย์เกิดมาก็ต้องการความสุข ต้องการความสะดวกสบายขึ้นมา เราก็ทำความสะอาดเพื่อให้มันดูแล้วมันน่าบันเทิง
เวลาถ้ามันเหิมมันเกริมขึ้นไป เราก็พิจารณาเพศตรงข้าม พิจารณาฝ่ายตรงข้าม ไอ้นี่มันเป็นปัญญาสามัญของโลก เป็นปัญญาสามัญ เขาเรียกโลกียะ สถานะของมนุษย์ไง
แต่เวลาถ้าเป็นสัจจะความจริงขึ้นมานะ ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ไอ้ที่พิจารณาอสุภะๆ มันมีแต่ความสลดสังเวช มันสลดของมันไง ชีวิตเราก็ไม่เหิมเกริม ไม่ทะเยอทะยาน ไม่ไปทำร้ายใครไง มันสลดสังเวช มันก็เป็นอุบาสก อุบาสิกาที่ดีงาม อยู่ในศีลในธรรม
แล้วทำอย่างไรต่อ
พระพุทธศาสนามหัศจรรย์ โอ้โฮ! พิจารณาอสุภะ จิตมันสลดสังเวช โอ้โฮ! มันมีเมตตาธรรม
เดี๋ยวมันก็เสื่อมหมดน่ะ มันเจริญแล้วเสื่อมอยุ่อย่างนั้น เพราะความคิดของคนมันแปรสภาพอยู่ตลอดเวลา มันไม่มีอะไรสิ่งใดคงที่ตายตัว แล้วพระพุทธศาสนาสอนอย่างนี้หรือ
เวลาครูบาอาจารย์ของเรานะ ให้ทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าเห็นกายจากภายนอก ถ้ามันพิจารณาไปแล้ว มันเห็นแล้วมันเป็นไตรลักษณ์ คือมันเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ มันสิ่งที่ว่าเราคาดหมายเกินไป เรายึดมั่นถือมั่นว่าสมบัติของตน อะไรเป็นของตนไง
เวลาพิจารณาไป สักกายทิฏฐิๆ ทิฏฐิความเห็นผิดน่ะ ทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ ทิฏฐิความเห็นผิดขึ้นมา พิจารณาแล้วถ้ามันเข้าใจ ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส นี่กายนอก
พิจารณากายในๆ มันแยกเป็นธาตุเป็นขันธ์ เป็นอะไร นี่กายภายใน แล้วถ้ามันเป็นอสุภะล่ะ เวลาเป็นอสุภะขึ้นมา โอ้โฮ!
คนภาวนาถ้าเป็นมิจฉานะ เวลาภาวนาไปแล้วมันกระอักกระอ่วน มันจะอ้วกแตกอย่างนี้ นั่นน่ะมิจฉา มันไม่ลงโดยข้อเท็จจริงของมัน ถ้าลงข้อเท็จจริงของมัน มันไม่เป็นอย่างนั้น
แค่มันเห็นอสุภะ มันพิจารณาของมันไปนะ สุภะแล้ว ดูหลวงตาพระมหาบัวท่านพิจารณาอสุภะสิ พิจารณาอสุภะจนไม่มีอสุภะเลย แต่มันไม่ตอบโจทย์ไง ดูสิ ดูกิเลสมันร้ายกาจขนาดไหน ท่านบอกว่าอย่างนี้ไม่เอา เพราะมันไม่มีเหตุไม่มีผล เพราะท่านเรียนเป็นมหามา ธรรมทั้งหลายต้องมีเหตุ ต้องมีเหตุมีผล ต้องมีข้อเท็จจริงขึ้นมา ท่านถึงเอาสุภะ คือเอาสิ่งที่จิตมันชอบที่สุดมาแนบไว้กับตัวมันเอง
ความรู้สึก เห็นไหม เวลาเราพูดอย่างนี้ขึ้นมา มันเป็นอย่างนั้นไปได้อย่างไร
เวลาถ้าจิตสงบแล้ว ถ้ามันเห็นกาย เห็นเวทนา มันพิจารณาไป เราดึงกลับมาได้ สิ่งที่มันเป็นวิปัสสนา มันเร็ว แล้วมันเป็นข้อเท็จจริง
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทวนกระแสกลับเข้ามาในใจของตน ใจที่มันคิดเร็วมาก ที่เราควบคุมมันไม่ได้ ที่เราสิ่งใดไม่ได้เลย เวลามันสงบสุข สัมมาสมาธิ เวลาพิจารณาไป กายนอก กายใน กายอสุภะ เวลาพิจารณาอสุภะไปแล้วมันปล่อยหมดเลย มันเวิ้งมันว้าง มันทะลุไปหมด ไม่เอา เอาสุภะ เอาที่มันชอบมาแนบไว้กับที่จิตตัวเอง
โอ๋ย! ฉันเป็นนักภาวนาชั้นหนึ่ง ไม่มีหรอก กิเลสไม่มี
ท่านบอกแนบไว้ ๒ วันหรือ ๓ วัน มันเริ่มมีความรู้สึก แค่รู้สึกของจิต อ้าว! ไหนว่าไม่มีไง ไหนว่าไม่มีล่ะ ที่มันถูกใจไง มีสติมันก็บอกว่าไม่เอา ไม่ใช่ ฉันไม่มีไง พอมันคุ้นเคย อ้าว! ชอบเขา มันไปชอบเขาอีกแล้ว พอชอบเขา อ้าว! อ้าว! ก็จับไง
ฉะนั้น เวลาท่านพิจารณาไป ท่านพิจารณาทั้งอสุภะ อสุภะคือพิจารณาให้มันสลดสังเวชของมันไง แต่ไอ้จิตใต้สำนึกนั่นน่ะมันชอบไอ้ของมันน่ะ สิ่งที่เป็นกามฉันทะนั่นน่ะ ลากมันออกมา ลากมันออกมา นี่การพิจารณาอสุภะ
อสุภะๆ พิจารณาอสุภะเพื่ออะไร
เพื่อหัวใจของตนไง
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนไง เวลาตนถ้ามันเป็นอย่างนั้นขึ้นมาแล้ว ใจมันมีคุณค่าไง
นี่ที่ว่าเป็นอริยทรัพย์ๆ ไง ทรัพย์สาธารณะที่เราทำมาหากินกันอยู่นี่ มันเป็นมรดกตกทอดต่อไปไง แล้วบุญและบาปมันก็เป็นพันธุกรรมของจิตที่ต่อเนื่องกันไปไง
แต่เวลาถ้ามันเป็นอริยสัจ มันเป็นสัจจะเป็นความจริง ฟังธรรมๆ ขึ้นมา ถ้าใจมันเป็นธรรมแล้ว สิ่งใดที่มันเป็นจริงขึ้นมา เพราะอะไร เพราะเราเป็นคนทำเองไง คนที่ทำแล้วมันทำของมันเอง แล้วมันรู้แจ้งในหัวใจของมันเอง เห็นไหม เวลาเปลือกไข่กับไข่ ไข่ขาว ไข่แดง ไข่มีเชื้อ ไข่ไม่มีเชื้อ มันรู้มันเห็นมันหมดน่ะ ไอ้พวกที่ไม่รู้ต้องไปเข้าห้องแล็บ ให้แล็บเขาว่ามันมีเชื้อไม่มีเชื้อ มันฟักได้ ฟักไม่ได้ไง
แต่ถ้ามันข้อเท็จจริงในหัวใจของตน ฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อหัวใจของตน แล้วมีสติสัมปชัญญะ สิ่งที่ได้ยินได้ฟังแล้วเอาไปวิเคราะห์วิจัยขึ้นมาไง ห้ามเชื่อๆ เพราะว่าเราเชื่อไม่ได้หรอก เพราะอะไร เพราะเราปีนบันไดฟังเราก็ไม่เข้าใจไง
ถ้าเราทำอย่างนั้น ถ้าไปคุยกับหมอ บอกว่า เฮ้ย! ใช้ไม่ได้ ถ้าคุยกับหมอ เขาบอกว่าต้องกินอิ่มนอนอุ่น ต้องให้ร่างกายอุดมสมบูรณ์ของตนขึ้นมาจะมีความสุขไง
แล้วมันจะมีความสุขตลอดไปไหม ถึงเวลา เวลาหมอก็ว่า มันสุดวิสัย รักษาไม่ได้ ก็จบไง ไม่รับผิดชอบอะไรเลย
แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ บุพเพนิวาสานุสติญาณ สร้างเวรสร้างกรรมสิ่งใดมา มันถึงมีเชื้อไขให้มาเกิด มาเกิดแล้วมันเป็นมนุษย์ เรามีกายกับใจๆ มีบุญกุศลขึ้นมา เราอุดมสมบูรณ์ในชีวิตของเรา เรามีสติปัญญาประคอง สติปัญญาประคองความคิดของเราไม่ให้มันไปแบกไปหาม ไปกว้านเอาความทุกข์มาใส่ตัวมันเองไง นี่เราฉลาด แล้วถ้าไม่ทำสิ่งใด จุตูปปาตญาณ อนาคตไง
แล้วถ้าเราดึงกลับมาเป็นปัจจุบันนี้ มีสติปัญญารักษาหัวใจของเรานี้ เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ยังมีลมหายใจอยู่ เรายังมีโอกาสทำคุณงามความดี ถ้ากิเลสมันบีบคั้นหัวใจ มันก็จะเห็นแก่ตัว มันก็ทำความชั่วในหัวใจของมันไง
เราทำคุณงามความดีของเรา ทำคุณงามความดีของเรา
เขาบอกว่า ทำไมต้องทำความดีล่ะ ชีวิตเกิดมามันก็ทุกข์ยากพอแรงแล้ว ทำไมต้องทำความดี
ความดีก็พันธุกรรมของจิตเพื่อจิตดวงนี้ไง ถ้าจิตดวงนี้ทำคุณงามความดีแล้ว ความดีมันตอบสนองเป็นบุญกุศล บุญกุศลเป็นหนทางเดินไง ทางดีๆ เป็นหนทางของทางเดินไง เดินไปไหนไง เดินไปหาทางสามแพร่งไง บุญและบาป ทางสายกลาง กลางของใคร
กลางของคนที่กิเลสหนา กิเลสบาง กิเลสมันใกล้จะสิ้นสุดไง ถ้าเราพิจารณาของเรา เราทำของเราเป็น อสุภะๆ มันมีหยาบ มีกลาง มีละเอียด
อสุภะโลกๆ คนตาย ถ้าไม่ฉีดยาเดี๋ยวก็เน่า โลกมันเป็นของมันอยู่แล้ว เวลาไปเที่ยวป่าเที่ยวเขา เห็นพวกซากศพอยู่กลางป่ากลางเขา ถ้าไป เห็นแต่บาตรพระ เห็นแต่จีวรพระ ร่างกายเน่าเปื่อยไปหมดแล้ว แล้วจิตมันไปไหน
เวลาถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริง จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ถ้าเราทำปัจจุบันนี้ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน มันไม่สงสัย มันรู้มันเห็นแล้วมันฟัง เออ! ใช่ ไอ้นี่มีแวว แล้วนี่เป็นไปได้ เพราะอะไร
เพราะเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพุทธกิจ ๕ เช้าเล็งญาณเลย คนที่มีวาสนา
คำว่า “มีวาสนา” นะ อดีตชาติเขาต้องลงทุนลงแรงมามาก คำว่า “เขาลงทุนลงแรงมามาก” เขาสร้างคุณงามความดี เขาสะสมเป็นจริตเป็นนิสัยของเขา เป็นอำนาจวาสนาของคนที่เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต เขาคิดบวก ไม่เคยคิดลบเลย แล้วพอเจอคนคิดลบ เฮ้ย! เอ็งคิดอย่างนี้ได้อย่างไรวะ
อ้าว! บุพเพนิวาสานุสติญาณของเขาเป็นอย่างนั้น
เขาขาดแคลน เขาฝ่าฟันชีวิต เขาทำสิ่งใดมานะ มันก็เป็นจริตนิสัย เป็นความคิดอย่างนั้น เวลาคิดบวกเขาก็งงว่า เฮ้ย! ไอ้นั่นมันโง่ มันคิดบวก มันคิดแต่ไว้ใจคน มันคิดอย่างนั้นได้อย่างไร มันคิดไม่ได้คิดเหมือนเรา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเล็งญาณ ใครมีอำนาจวาสนา คำว่า “มีอำนาจวาสนา” เขาลงทุนลงแรงมามาก เขาทำของเขามาแล้ว บุญและบาป ทางสองส่วนไม่ควรเสพ มันจะไปของมันอยู่อย่างนี้ เว้นไว้แต่มีอำนาจวาสนาไง เจอครูบาอาจารย์ที่ดีงามนะ หยุดคิด หยุดไปทั้งสองส่วน อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ กลับมาที่จิตของตน กลับมาที่ทำสัมมาสมาธิได้ ถ้าฝึกหัดใช้ปัญญา มันเกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาในทางสายกลางในพระพุทธศาสนา
ปัญญาเกิดจากการฝึกฝน เกิดจากการลับคมของหัวใจของตน สัมมาสมาธิจะทำให้ปัญญาเรากล้า ปัญญาเราคมแก่กล้า การจะเข้าไปเผชิญกับกิเลสของเราได้ ถ้าไม่มีสัมมาสมาธิขึ้นมา มันเป็นความคิดโลกๆ ที่เป็นกันอยู่นี่ แล้วที่มันสลดใจ สลดใจเพราะว่า ทำสมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิไม่ต้องทำ
ไม่ทำสมาธิ คนที่ฝึกหัดปฏิบัติเทียบเคียง เวลาเราคิดปัญญาของเราอย่างหนึ่งสิ แล้วพยายามทำความสงบของใจของเราให้ได้ ถ้าใจสงบแล้วพิสูจน์ว่าความคิดในสัมมาสมาธิมันมีรสชาติแตกต่างกันอย่างใด คนจะรู้ถูกรู้ผิดต่อเมื่อได้ประสบไง ถ้ามันไม่ผิดมาก่อน มันไม่รู้ว่าที่ทำมานี้มันผิด แล้วที่มันถูก โอ้โฮ! ที่ถูกมันมหัศจรรย์ มันมีรสมีชาติ มันเห็นน่ะ
เพราะเหตุนี้ ครูบาอาจารย์ของเราถึงเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาได้เป็นวันเป็นปี เดินจงกรม โอ้โฮ! ทางจงกรมเป็นร่องไปเลยนะ เพราะอะไร เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวใจมันมหัศจรรย์ แล้วไปหาที่อื่นก็ไม่ได้ แล้วจะเล่าให้ใครฟังก็ไม่ได้
แล้วถ้าเราทำไม่เป็น ก็ไม่ได้ ก็ไม่มี แล้วคิดว่าพระโกหก พูดแต่เรื่องหลอกลวง ไม่มีความจริงหรอก
แต่ถ้าเป็นความจริงนะ หลวงตาพระมหาบัวท่านสิ้นกิเลสนะ ท่านก้มลงกราบแล้วกราบเล่า กราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่มีจริง แล้วสิ่งที่รู้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้ได้อย่างไร รู้ได้อย่างไร เพราะกว่าเราจะรู้ได้มันลึกลับมหัศจรรย์ขนาดไหน แต่มันก็เป็นข้อเท็จจริงในหัวใจของคนที่ประพฤติปฏิบัติ
ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม จะมีคุณธรรมในหัวใจดวงนั้น เอวัง